[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
 
 
 
เมนูหลัก
กลุ่มสาระการเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้
สื่อการเรียนรู้

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 

ลิงค์ที่น่าสนใจ

  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่เหมือนต้องคำสาป 3 แต้มที่เหมือนไม่คุ้ม (แต่ก็ต้องรับไว้)  VIEW : 8    
โดย วว

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 72
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 6
Exp : 85%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 1.47.8.xxx

 
เมื่อ : อังคาร ที่ 14 เดือน กันยายน พ.ศ.2564 เวลา 15:12:25   

ถ้าจะบอกว่า ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่เหมือนต้องคำสาป คนไม่เชื่อไสยศาสตร์อย่างผมยังรู้สึกว่ามันต้องเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ปกติชัยชนะแต่ละเกมไม่เคยได้มาง่ายๆอยู่แล้วแต่แมทช์ที่ เอลแลนด์โร้ด ดูแล้ว 3 แต้มนอนมาแต่ดันเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนไม่อยากดูบอลต่อ

ไม่ชอบเลยครับที่ต้องมาอยู่ในจุดที่อารมณ์ “ดีใจ” ต้องมาปะปนกับอาการ “ขวัญเสีย” แบบนี้ จะเฮสะใจเข้านอนฝันดีมันก็ไม่ 100%

ณ จุดนี้บอกได้คำเดียวว่าสงสาร ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ที่ต้องมาสัมผัสกับอาการบาดเจ็บที่นักบอลไม่อยากเจอในวัยเพียงแค่ 18 ปี

ผมดูคลิปเหตุการณ์มองได้แบบนี้ครับ

– ปาสกาล สเตร้าจ์ วิ่งควบตามหลัง “เจ้าจุก” และด้วยความที่ถนัดซ้าย เอลเลียตต์ เลี้ยงบอลไปทางซ้ายตัวเองจนเข้าอยู่ในไลน์ของกองหลัง “ยูงทอง”

– นั่นทำให้ สเตร้าจ์ ได้เปรียบจึงใช้ช่วงขาที่ยาวกวาดสไลด์แบบ “คีบ”

– ประเด็นคือจังหวะนี้ สเตร้าจ์ ไม่ถูกบอลเลยนะครับ สไลด์แบบ “โค่น” เอลเลียตต์ ไม่ให้ไปต่อ (มาสัมผัสบอลอีกทีก็ตอนลุกขึ้นมาแล้วคืนหลังให้เพื่อน)

– กลายเป็นว่าขาอีกข้าง(บวกน้ำหนักตัว) ทับไปที่ขาของ เอเลียตต์ เต็มๆ ลองคิดดูว่าคนกำลังวิ่งๆอยู่แต่มีใครไม่รู้มากระโดดทับไม่ให้ไปต่อ ก็หักสิครับ

– ผมก็ดันซุกซน รีเพลย์ดูคลิปหลายรอบเลยแอบน้ำตาคลอเพราะดันไปเห็นช็อตเจ้าจุก “ตกใจ” ประมาณไม่เคยเจออะไรแบบนี้น้องก็พยายามลุกขึ้นทั้งๆที่ขาไปคนละทางแล้ว

– โม ซาลาห์ ยืนอยู่ใกล้เหตุการณ์ที่สุดพยายามโบกมือให้แพทย์เข้ามาดูและให้กรรมการหยุดเกม

– ถามว่าโกรธ สเตร้าจ์ ไหม คงอารมณ์เคืองมากกว่า ผมคิดว่าแกเองก็ไม่ได้ตั้งใจและอย่างที่บอกวิ่งทับไลน์กันยังไงก็ต้องบวกแต่น้องตัวมันเล็กด้วยแหละ

เป็นความเห็นที่พ้องไปในทางเดียวกันกับกูรูทั้งหลายที่นอกจากจะบอกว่าไม่มีเจตนาแล้วยังไม่คิดว่าต้องรุนแรงถึงขนาดใบแดง

เจมี่ เร้ดแนปป์ อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล นิยามการเข้าบอลของ สเตร้าจ์ ว่าเป็น “innocuous challenge” หรือเข้าแบบไม่มีเจตนาทำร้าย

จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัลเซลแบงค์ อดีตกองหน้า เชลซี และ ลีดส์ เห็นเหมือนกันแต่เปลี่ยนคำเป็น “innocent and fair tackle”

แถมทิ้งท้ายด้วยว่า VvD จะมีส่วนสำคัญต่อการฟิ้นฟูร่างกายและจิตใจให้ เอเลียตต์ จากการผ่านประสบการณ์ที่ว่านี้มาก่อน

ส่วนตัวผมเองก็เคย “เอ็นไขว้ขาด” ตอนนั้นเจ็บ+ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เป็นอาการเจ็บที่เราไม่เคยเจอ สิ่งที่ต้องการที่สุดในตอนนั้นคือคนรอบข้างมาดูอาการ อย่างน้อยก็รู้สึกปลอดภัย

แต่ก็ขอชื่นชมทีมงานถ่ายทอดสดบอลอังกฤษที่ชั่วโมงบินสูงหายห่วง ไม่มีรีเพลย์หรือ close up เอลเลียตต์ เหมือนที่เราเคยเห็นตอน ยูโร 2020 กับเหตุการณ์ คริสเตียน เอริคเซ่น ที่กลายเป็นประเด็นร้อนๆไปหลายวัน

นี่เหมือนการรีรันเทปจากซีซั่นที่แล้วเมื่อ “หงส์แดง” เสีย Vvd และ โจ โกเมซ ติดๆกันในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

นี่เพิ่งกลางเดือนกันยายนเตะมาได้แค่ 4 นัด โควต้ามิดฟิลด์หายไปแล้ว 1 แถมดันเป็นตัว “จิ๊กซอว์” ที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ กำลังปั้นให้เป็นอาวุธรูปแบบใหม่หลังคู่แข่งเริ่มจับทางการเล่นแบบเดิมๆได้แล้ว

ต้องไม่ลืมว่าสาเหตุที่ คล็อปป์ ไม่ซื้อใครมาแทน จินี่ ไวจ์นัลดุม เพราะตั้งใจดัน เอเลียตต์ เต็มตัว

จะมีเด็กกี่คนครับที่ได้รับความไว้วางใจจาก JK ให้ลงตัวจริงอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนว่าคู่แข่งจะเป็นใคร เชลซี ก็แล้ว ลีดส์ ก็แล้ว

เสียดายแทนจริงๆครับ เพราะเหมือน JK แกขยับทำท่าจะเปลี่ยนตัวอยู่แล้วหลังเห็น เอเลียต โดนเข้าไวเข้าหนักแล้วฝ่อๆ

ดูกันดีๆอนาคตของ เอลเลียตต์ เหมือนพ่อปูทางไว้ให้ลูก ทุกอย่างเป็นใจให้ขนาดนี้พอจู่ๆมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแทบตั้งตัวทำใจกันลำบากพอสมควร

คงได้แต่ภาวนาและฝากไว้กับมือหมอเพราะพูดก็พูด “ใจ” ของ เอเลียตต์ พร้อมสู้กลับมาอยู่แล้ว ขนาดขึ้นเปลถูกหามยังผงกหัวปรบมือให้กับแฟนบอล ล่าสุดอัพภาพยกนิ้วโป้งลง story ใน IG

รายละเอียดอาการบาดเจ็บต้องรอผลสแกนอีกทีครับเพราะปกติหลุดแล้วมันมีโอกาสที่จะหักด้วย ที่สำคัญข้อเท้าบิดขนาดนี้เอ็นขาดก็อาจต้องใช้เวลาพักพอๆกับรุ่นพี่ 2 คน

บทสัมภาษณ์ของ คล็อปป์ พูดว่า เขา “ได้ยิน” มาว่ามัน “เคลื่อน” แต่เอาชัวร์ๆคงต้องรอสโมสรยืนยันอีกทีว่าข้อเท้า “หัก” หรือ แค่ “หลุด”

เจอเหตุการณ์ซึ่งหน้าแบบนี้ ผมเองก็ไม่ค่อยมี “ฟีล” อยากพูดถึงรูปเกมซักเท่าไหร่

แต่ผมเชื่อว่าขุนพล “ยูงทอง” กลับลงสนามในครึ่งหลังด้วยความรู้สึก “โชคดี” มากกว่าที่ตามหลัง ลิเวอร์พูล แค่ลูกเดียว

เพราะตั้งแต่ “บังโม” ยิงขึ้นนำ 1-0 การเข้าบอลถึงเนื้อถึงตัวหรือเพรสจนทีมเยือนเล่นบอลไม่ถนัดกลายเป็นยิ่งเล่น ลิเวอร์พูล ยิ่งมีพื้นที่ให้เลือกเล่นอย่างสบายใจ บอลจากกลางทะลวงขึ้นมาสบายๆจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นทีมเดียวกันช่วงต้นเกม

ขนาดนักเตะที่ตัวเล็กๆอย่าง โม, โชต้า หรือรวมถึงจอมขาอ่อนอย่าง มาเน่ ยังพักบอลพิงสู้เก็บได้ตลอด

เวลาบอลอยู่ในช่วงพีคและกดเขาเกือบครึ่งชั่วโมง คุณต้องเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูมากกว่า 1 ลูก การเล่นแบบ “รอ” ตายมาหลายรายแล้ว

นี่ยังดีที่วันนี้ ลีดส์ แนวรุกป้อแป้มากแถมแนวรับเหมือนจะมีวินัยแต่สุดท้ายรั่วหนัก รั่วขนาดที่ ฟาบินโญ่ นัวเนียหาจังหวะมีชื่อยิงประตูกับเขาด้วย

ช่วงท้าย เกมขาดแล้วเราจึงเห็น มาเน่ ไม่สนใจเพื่อนขอยิงอย่างเดียวจนมาสมหวังช่วง 90+2

แต่ที่น่าห่วงคือ อ็อกซ์เลด เชมเบอร์เลน ตัวสำรองลงมาท้ายเกมแต่หมดสภาพ เสียบอลแทบตลอด อะไหล่ตัวนี้คงพึ่งพาอะไรไม่ได้ พูดเต็มปากว่า OX คุณภาพห่างไกลจากทีมชุดนี้จนกู่ไม่กลับ

อุ่นใจที่สุดต้องยอมแนวรับคู่หูดูโอ มาติ๊ป กับลูกพี่ Vvd โดยเฉพาะคนแรกมีส่วนกับประตู 1-0 หลังพาบอลกินแดนมาถึงหน้าประตูก่อนไหลให้ TAA ตบบอลให้ ซาลาห์

ผมไม่อยากตีโค้งทำผ้าป่าคว่ำนะแต่ “เจ๊มาติ๊ป” แกน่าจะใกล้ได้โควต้ากลับไปหาหมอแล้วล่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่านัดไหนแต่ลงเล่นมา 4 นัดติดมันไม่ค่อยชิน (ฮา)

ผมพยายามปิดท้ายใส่มุกให้ผ่อนคลายนะแต่ “ธีม” คอลัมน์วันนี้บังคับให้ไปทางอื่นไม่ได้เลย

ทั้งผมและทุกๆคนคงต้องฮีลตัวเองแล้ว move on กันต่อครับ…

สถิติ สถิติ สถิติ

โม ซาลาห์ เป็นนักเตะคนที่ 30 ที่ยิง 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกเร็วสุด (162 นัด) โดยมีเพียง 4 คนที่ทำได้ก่อนหน้านี้คือ อลัน เชียร์เรอร์ (124 นัด), แฮร์รี่ เคน (141 นัด), แซร์จิโอ อาเกวโร่ (160 นัด) และ เธียร์รี่ อองรี (160 นัด)

เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ทำไปแล้ว 35 แอสซิสต์ในวัย 22 ปี 340 วัน ซึ่งถือเป็นสถิติที่เป็นรองเพียงแค่ตำนานอย่าง เชสก์ ฟาเบรกัส (20 ปี 324 วัน), เวย์น รูนีย์ (22 ปี 63 วัน) และ ไรอัน กิกส์ (22 ปี 305 วัน) เท่านั้น

“หงส์แดง” มีโอกาสส่องประตู ลีดส์ ถึง 30 หนทำให้ซีซั่นนี้เตะมาแค่ 4 มีโอกาสรวมไปแล้วถึง 100 ครั้ง แต่ถ้านับตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 เป็นต้นมาลูกทีม JK ยิง 100+ (ใน 4 เกมแรก) เป็นเพียงแค่อันดับ 2 เท่านั้นเพราะที่ 1 คือ เชลซี ทำไว้ 109 ครั้งเมื่อซีซั่น 2009-10

ในเกมที่พบ ลีดส์ ซาดิโอ มาเน่ ยิงประตูแรกในการสับไก 10 หน ถือเป็นการโอกาสที่มากที่สุดต่อหนึ่งเกมของเจ้าตัวนับตั้งแต่เล่นพรีเมียร์ลีกมาเลยทีเดียว

สนับสนุนโดยเว็บไซต์ True Explore Wild (TH)